Wednesday, July 15, 2009

Chapter 4: ฉันไม่ได้ชื่อ Lim Ping นะ

พูดถึงเรื่อง เดิน ๆ walk ๆ คราวที่แล้ว ทำให้นึกถึงเรื่องฮาครั้งหนึ่งตอนสมัยเรียน ป.ตรี พี่ที่โรงเรียนเค้าไปเล่นกีฬาท่าพิสดารแบบไหนมาก็ไม่รู้ ข้อเท้าเธอเลยแพลง ต้องเดินกระโดกกระเดกอยู่หลายวัน

รุ่นพี่ของเราคนนี้ มีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องไปติดต่องานที่ออฟฟิศของคณะพี่เค้า ตอนเดินเข้าไป เลขาหน้าห้องก็ถามพี่ว่า "Are you limping?"

พี่แกก็คงคิดหงุดหงิดอยู่ในใจ "หน้ากูหมวยขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงได้นึกว่ากูชื่อ ลิม ปิง" เธอก็เลยตอบกลับว่า "No. My name is not Lim Ping!"

เลขาเลยฮาแตกค่ะพี่น้อง เพราะอยากจะเธอถามรุ่นพี่ของเราด้วยความห่วงใยว่า เป็นอะไรไป ทำไมเดินกระโดกกระเดกอย่างนี้? (limping) แต่พี่เรากลับไปเข้าใจผิดซะได้...

ตั้งแต่บัดนั้นมา ท่านพี่คนนี้จึงมีฉายาในหมู่นักเรียนไทยว่า ลิม ปิง

Chapter 3: Walk through... มันจะเดินไปไหนของมันฟะ?

เมื่อวันก่อน นิสิตที่ช่วยงานวิจัยเจอหน้าแจแล้วก็ถามว่า "อาจารย์, แฟนอาจารย์จะมาเมืองไทยเหรอครับ?" ไอ้เราก็งง??? เอ๋...มันไปเอามาจากไหนของมันฟะ? ปรากฎว่า น้องนิสิตเข้าใจผิดตอนที่เรา msn เรื่องงานกัน แล้วทางแจเขียนไปว่า

ME: "Xbee is here. I'm scheduling a time with him so he can walk us through the setup."

ก่อนอื่น อย่าเพิ่งสงสัยว่า ทำไมเด็กมอนอไฮโซจริง คุยกันเป็นภาษาอังกฤษด้วย!?! จริง ๆ แล้ว ที่เราคุยเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอยากฝึกปรือวิทยายุทธ เผื่อภายภาคหน้า น้อง ๆ นิสิตจะได้มีโอกาสไปเรียนเมืองนอกเมืองนากับเขา

วกกลับเข้าเรื่องก่อน ตอนนี้ที่กลุ่มวิจัยของเรากำลังพยายามทำระบบอากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle) และ Xbee นี้ เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารของเครื่องบินและระบบควบคุมจากภาคพื้นดิน (คล้าย ๆ Bluetooth หรือ พวกวิทยุสื่อสารทั่วไปนั่นแหละ) แจกะจะให้คุณแฟนที่อยู่แดนไกลช่วยบอกวิธีติดตั้งทีละขั้นตอน ก็เลยใช้คำว่า "walk us through the setup"

แต่น้องนิสิตผู้น่ารักของเราเนี่ย ดันไปคิดว่า walk through ในที่นี้หมายถึง เดินมาเรื่อย ๆ น้องเค้าบอกว่า "ก็ผมเห็นอาจารย์เขียนคำว่า walk through ก็เลยนึกว่า แฟนอาจารย์จะเดินจากเมกามาเมืองไทย!!!"

อืม... แล้วเดินอีกกี่ชาติจะมาถึงเนี่ยะ??? แก่ตายกันก่อนพอดี

Tuesday, July 14, 2009

Chapter 2: Unique เป็น binary???

Pet peeve* อีกอย่างหนึ่งของ Mom ก็คือ การใช้คำว่า unique แบบผิด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ใช้เป็นเจ้าของภาษา (native) หรือคนที่บ้าน (ยิ่งเป็นคนที่บ้านด้วยแล้วละก็ ถ้าใช้ผิดอาจถูก "ถีบ" แน่)

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ไอ้คำว่า unique เนี่ยะ มันหมายถึง เอกลักษณ์ เป็นหนึ่ง มีอันเดียวในโลก ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ฉีกแนว สวนกระแส ... (Get the picture? พอจะมองเห็นภาพออกหรือยังคะ?) แต่ฝรั่งเจ้าของภาษาหลายต่อหลายคนเองมักจะเผลอตัว แล้วชอบพูดว่า "It's very unique!" พอ Mom ของพวกเราได้ยินเท่านั้น เธอจะเกิดอาการปรี๊ดแตก แล้วต้องสวนกลับทันทีว่า "Unique is binary! You can't have very one or very zero!!!"

ถึงตอนนี้ เด็ก ๆ ที่เรียนคอมฯ กับอาจารย์น่าจะเข้าใจ (ไม่เข้าใจ เดี๋ยวแจก F ให้ฟรี ๆ เลย) เวลาเราแทนค่าเลขฐานสอง เป็น binary code เราไม่เคยแทนด้วยการบอกว่า เลขตัวนี้มีความเป็นศูนย์มาก ๆ หรือมีความเป็นหนึ่งมาก ๆ ใช่ไหมคะ ถ้ามันไม่ใช่ศูนย์ มันก็ต้องเป็นหนึ่ง ถ้ามันไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ มันก็จะเหมือนกับของสิ่งอื่น ๆ ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น

"I have had a unique opportunity to see the spectacular Bolshoi Ballet." ฉันเคยได้มีโอกาสพิเศษสุดยอดครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ชมการแสดงบัลเล่ต์ของคณะบอลชอยอันงดงามวิจิตรตระการตา (จริง ๆ ยังไม่เคยดูนะคะ แต่แหม.. เขียนซะเว่อร์เชียว)

"Thai people should cherish our unique cultural heritage." ชาวไทยควรรักและหวงแหนประเพณีและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเราไว้ (ใช่แล้ว! เพราะวัฒนธรรมอันดีงามของเรานั้น ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร แต่ถ้าอันไหนไม่ดีก็ไม่ต้องไปรักและหวงแหนมากก็ได้นะคะ)

อย่าลืมนะคะ! อย่าไปเผลอใช้ very unique เชียว เดี๋ยวจะเจอ a unique experience ตอน Mom บ่นไม่ยอมเลิกว่าใช้ผิด!!!


*pet peeve = a cause of annoyance สิ่งกวนใจ ทำให้วัยรุ่นเซ็ง

Chapter 1: Everyone is a Guru กูรู้ กูไม่รู้

งึก งึก งัก งัก มันป็น งึก งึก งัก งัก มันเป็นกะอึกกะอัก มันคันไม้คันมือ ต้องขอเขียนระบายความในใจเสียหน่อย สาเหตุอันเนื่องมาจากประสบการณ์ตรงที่แจมีโอกาสได้อ่านหนังสือ pocket book ติวสอบ TOEFL ที่เป็นภาษาไทยเล่มหนึ่งที่มีข้อผิดพลาดอย่างมหันต์ (ฝรั่งคงเรียกความผิดแบบนี้ว่า ผิด with capital ผ. ผึ้ง! หมายถึง ผิดโครต) ทั้ง ๆ ที่เรื่อง Grammar หรือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเนี่ย เป็นสิ่งที่อาจารย์ หรือ ท่าน guru ไทยทั้งหลายน่าจะมีความรู้ความเข้าใจมากที่สุด หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า แม่นโคตร แต่อาจารย์กูรูท่านนี้ (ผู้มีตำแหน่งทางวิชาการอันสูงส่งเสียด้วย) กลับสอนแบบผิด ๆ อย่างมิอาจให้อภัยได้

อ่าว?! แล้วอีเจ๊แจเนี่ยมันเป็นใคร ถึงได้บังอาจไปว่าอาจารย์กูรูท่านนี้ได้ แจเองไม่ใช่ guru มาจากไหนหรอกค่ะ ออกแนว กูไม่รู้เสียเป็นส่วนใหญ่ด้วย แต่เรื่องความรู้ด้านภาษาอังกฤษนี้ ขอรับรองว่า พอจะเอาไปประกวดออกงานวัดกับเขาได้แน่นอน เนื่องด้วยแม่ของสามี (husband, hubby, darling, the love of my life ... แล้วแต่จะเรียกกัน) ได้ฝึกปรือวิทยายุทธให้แก่แจเป็นอย่างดีเป็นเวลาเกือบทศวรรต ณ เขาเหลี่ยงซาน ... เอ๊ย ไม่ใช่... ไปกันใหญ่แล้ว เอาเป็นว่า แม่สามีชาวอเมริกัน ท่านก็เป็นอาจารย์ เป็นบัณฑิต และแน่นอนว่า คบบัณฑิต บัณฑิตก็ย่อมพาไปหาผล ท่านคอยสั่งสอน ดูแล แก้ papers ตลอดจนถึง dissertation ให้ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้เรียนจบอย่างชาวบ้านเขา

แม่สามี (ต่อจากนี้จะขอเรียกว่า Mom เพราะมารดาที่แท้จริงของข้าพเจ้า แจเรียก แม่) บ่นให้ฟังอยู่เสมอว่า ภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้ แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ใช้แย่ลง ๆ ทุกวัน ทำให้ Mom เซ็งเป็ดมาก ๆ สิ่งที่ Mom รับไม่ได้สองเรื่องใหญ่ ๆ คือ การใช้คำว่า everybody กับคำว่า unique แบบผิด ๆ

อย่าเพิ่งตกใจว่าทำไม คำง่าย ๆ อย่าง everybody มันใช้ผิดกันได้ด้วย ลองมาดูประโยคที่แจไปอ่านเจอในหนังสือ TOEFL เล่มนี้กัน

"Everyone likes him, don't they?"

จี๊ด ค่ะ จี๊ด.. จี๊ดขึ้นมาก ๆ คำว่า everyone เนี่ยะ มันเป็นคำนามเอกพจน์ (singular noun) ซึ่งจะต้องใช้กับ pronoun เอกพจน์ด้วยกัน จริง ๆ อาจารย์ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ก็อุตส่าห์เขียนถูกครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะเธอใช้กริยา "likes" สำหรับ "everyone" แต่ไอ้ ", don't they?" เนี่ยะดิ มาได้ไง? มันเป็น พหูพจน์ ใช่ป่ะ? บ้าเหรอ...? OMG! WTF? (Oh my God! What the fuck?)

คำว่า everyone เนี่ยะ pronoun ของมันคือ he หรือบางทีก็จะเห็นเขาใช้กันว่า he or she เพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศ (พวก feminist หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีทั้งหลาย มักจะรณรงค์ให้ใช้แบบนี้) ยกตัวอย่างเช่น ปกติที่บ้าน เราจะกินข้าวเย็นพร้อม ๆ กัน โดยที่ Mom จะเป็นคนทำกับข้าวเสียส่วนใหญ่ (ชีวิตแจตอนอยู่บ้านสามีนี่มันช่างสบายโคตร...) แต่ถ้าวันไหน Mom ไม่ว่าง ติดธุระ ต้องไปออกคอนเสิร์ต แล้วจะให้พวกเราไปหาแด๊กกันเอาเอง เธอก็จะบอกกับพวกเราว่า "Everyone is on his or her own for dinner tonight!" หรือถ้าวันไหน น้องชายสุดขี้เกียจทำบ้านรกขึ้นมา เธอก็จะเตือนกึ่งประชดว่า "Everyone should clean up after his own mess!" แล้วคุณน้องเขาก็จะต้อง get off his butt และ start cleaning ไม่งั้นอาจเจอระเบิดโทสะลงได้!

Anyway... นะคะ ประโยคที่ปรากฎอยู่ในหนังสือเล่มนั้น จึงถือว่าเป็น grammatically wrong ค่ะ

จะให้เขียนแบบถูกหลักไวยากรณ์ ก็คงจะต้องเป็น "Everyone likes him, doesn't he?" แต่มันจะฟังทะเม่ง ๆ ใช่มะ ไม่รู้ว่า ไอ้ he เนี่ยะ มัน he ไหน ฟังไม่หรู ไม่ไฮโซ จะเขียนให้ชัวร์ ๆ ไม่มัวนิ่ม แล้วฟังเพราะกว่า ควรจะเขียนว่า

"Everyone likes him, isn't that right?" "ใคร ๆ ก็ชอบพ่อหนุ่มคนนี้ จริงป่ะ?"

ความหมายเดียวกัน แต่เขียนแล้วถูกหลักอนามัย เอ๊ย! grammar มากกว่าค่ะ

เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อเรื่อง unique กัน